ไวรัสอีโบลา ก่อโรคไข้เลือดออกอีโบลาที่รุนแรงและมีอัตราเสียชีวิตสูง พบครั้งแรกในแอฟริกาปี 2519 และยังมีการระบาดเป็นระยะในบางประเทศของแอฟริกา บทความนี้สรุปประวัติ อาการ การติดต่อ และความก้าวหน้าเรื่องวัคซีนและยารักษา (เรียบเรียงบางส่วนจากข้อมูลของ ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ)
สรุปสั้น ๆ
- พบครั้งแรกปี 2519 ในซูดานและซาอีร์ (คองโกปัจจุบัน) ตั้งชื่อตามแม่น้ำอีโบลา
- ติดต่อจากการสัมผัสเลือดและสารคัดหลั่งของผู้ป่วย ไม่ติดทางอากาศ
- ระยะฟักตัว 2–21 วัน อัตราเสียชีวิตเฉลี่ยราว 50%
- ระบาดใหญ่สุดคือแอฟริกาตะวันตก 2557–2559 ผู้ป่วยราว 28,600 ราย
- ปัจจุบันมีวัคซีนและยาแอนติบอดีสำหรับสายพันธุ์ซาอีร์
ไวรัสอีโบลาคืออะไร มาจากไหน

ปี 2519 มีการระบาดของไข้เลือดออกชนิดใหม่เกือบพร้อมกันที่ซูดานและซาอีร์ (ปัจจุบันคือสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก) ไวรัสได้ชื่อตาม แม่น้ำอีโบลา ใกล้หมู่บ้านที่พบโรค การระบาดที่ยัมบูกุแพร่ในโรงพยาบาลผ่านการใช้เข็มฉีดยาซ้ำ และทำให้บุคลากรการแพทย์เสียชีวิตจำนวนมาก
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ค้างคาวผลไม้ เป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ คนอาจติดจากการสัมผัสสัตว์ป่าที่ป่วยหรือตาย เช่น ลิงชิมแพนซี แล้วแพร่ต่อจากคนสู่คน อีโบลามีหลายสายพันธุ์ ที่รุนแรงที่สุดคือสายพันธุ์ซาอีร์
ไวรัสอีโบลาติดต่ออย่างไร
- สัมผัสโดยตรงกับ เลือด อาเจียน อุจจาระ หรือสารคัดหลั่ง ของผู้ป่วยหรือผู้เสียชีวิต
- เข็มหรือของมีคมที่ปนเปื้อนเชื้อ
- การจัดการศพตามพิธีกรรมโดยไม่ป้องกัน
- สัมผัสสัตว์ป่าที่ติดเชื้อ
อีโบลา ไม่ติดทางอากาศ และไม่ติดจากยุง ผู้ป่วยจะแพร่เชื้อได้เมื่อเริ่มมีอาการ ต่างจากไข้เลือดออกเด็งกีในไทยที่ติดผ่านยุงลาย
อาการของโรคไวรัสอีโบลา

- ไข้สูงเฉียบพลัน อ่อนเพลียมาก ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ เจ็บคอ
- อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง
- ผื่น การทำงานของตับและไตผิดปกติ
- บางรายมีเลือดออกทั้งภายในและภายนอก เช่น เหงือก อาเจียน/อุจจาระเป็นเลือด
ระยะฟักตัว 2–21 วัน อัตราเสียชีวิตเฉลี่ยราว 50% (ตั้งแต่ 25–90% ในแต่ละการระบาด) การรักษาเร็วและการดูแลแบบประคับประคองช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิต
การระบาดครั้งสำคัญ
| ช่วงเวลา | พื้นที่ | ข้อมูลโดยสรุป |
|---|---|---|
| 2519 | ซูดาน และซาอีร์ | การระบาดครั้งแรก พบ 2 สายพันธุ์ |
| 2532 | สหรัฐอเมริกา (เรสตัน) | พบสายพันธุ์เรสตันในลิงนำเข้าจากฟิลิปปินส์ ไม่ก่อโรคในคน |
| 2557–2559 | กินี ไลบีเรีย เซียร์ราลีโอน | ระบาดใหญ่ที่สุด ผู้ป่วยราว 28,600 ราย เสียชีวิตราว 11,300 ราย |
| 2561–2563 | สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก | ระบาดใหญ่อันดับสอง มีการใช้วัคซีนควบคุมโรค |
| ปัจจุบัน | บางประเทศในแอฟริกา | ยังพบการระบาดเป็นระยะ ติดตามได้จาก WHO |
วัคซีน ยารักษา และการป้องกัน

- วัคซีน สำหรับสายพันธุ์ซาอีร์ (เช่น Ervebo) ใช้ในผู้สัมผัสและบุคลากรในพื้นที่ระบาด
- ยาแอนติบอดีโมโนโคลนอล ที่ได้รับอนุมัติสำหรับสายพันธุ์ซาอีร์ ช่วยลดการเสียชีวิต
- ผู้เดินทางไปพื้นที่ระบาด: ไม่สัมผัสผู้ป่วย สัตว์ป่า หรือเนื้อสัตว์ป่า ล้างมือบ่อย ๆ
- บุคลากรการแพทย์ใช้อุปกรณ์ป้องกันและการควบคุมการติดเชื้อที่เข้มงวด
กลับจากพื้นที่ระบาดแล้วมีไข้
ถ้ามีไข้ภายใน 21 วันหลังกลับจากพื้นที่ที่มีการระบาด ให้แยกตัว โทรแจ้งโรงพยาบาลหรือสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 ก่อนเดินทางไป และแจ้งประวัติการเดินทางทุกครั้ง
ข้อมูลนี้ไม่ใช้แทนคำแนะนำของแพทย์
บทความนี้เป็นข้อมูลความรู้ทั่วไป หากมีอาการผิดปกติ มีโรคประจำตัว ตั้งครรภ์ หรือใช้ยาอยู่ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ · ฉุกเฉินโทร 1669
คำถามที่พบบ่อย
อีโบลาติดทางอากาศไหม?
ไม่ติดทางอากาศ ติดจากการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วยที่มีอาการ หรือของผู้เสียชีวิต
มีวัคซีนป้องกันอีโบลาไหม?
มีวัคซีนสำหรับสายพันธุ์ซาอีร์ ใช้ในพื้นที่ระบาดและกลุ่มเสี่ยง ยังไม่ใช่วัคซีนสำหรับประชาชนทั่วไป
คนไทยเสี่ยงติดอีโบลาไหม?
ความเสี่ยงต่อคนทั่วไปในไทยต่ำมาก กลุ่มที่ควรระวังคือผู้เดินทางไปพื้นที่ระบาดและบุคลากรการแพทย์
อ่านต่อ
แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: WHO – Ebola virus disease · US CDC – Ebola · กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
ภาพปก: Gustavo Fring / Pexels




